เดนทัล คอร์ปอเรชั่น ตั้งเป้าหมายดันรายได้จากยอดขายรากฟันเทียมเติบโต 20% เจาะเพิ่มกลุ่มลูกค้าสังคมสูงวัย พร้อมเพิ่มทางเลือกรากเทียม Warantec แบรนด์นำเข้าจากประเทศเกาหลี คุณภาพมาตรฐานระดับสากล ขณะที่ราคาคุ้มค่ารวมพร้อมครอบฟัน เริ่มต้นเพียง 27,000 บาท ต่อซี่ คาดปีนี้รายได้รวมทั้งกลุ่มโตไม่ต่ำกว่า 15%
นายพรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ D ผู้นำธุรกิจให้บริการด้านทันตกรรมครบวงจร กล่าวว่า ในปี 2569 กลุ่มบริษัท D ตั้งเป้าหมายเพิ่มรายได้ในทุกส่วนธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของการให้บริการด้านรากฟันเทียม ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯได้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ยอดขายรากฟันเทียมเพิ่มขึ้น 20% จากปัจจุบันมีรายได้ยอดขายประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 24% ของรายได้รวมของบริษัทฯ และคาดว่าในปีนี้รายได้รวมทั้งกลุ่มโตไม่ต่ำกว่า 15%
ในปีนี้การให้บริการรากเทียมของกลุ่ม D ได้เจาะเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้ในสังคมสูงวัย ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มมีสัดส่วนที่สูงขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีปัญหากับคุณภาพชีวิต ด้านการบดเคี้ยวอาหาร จากการสูญเสียฟันในทุกกรณี จึงจัดเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนความต้องเข้าถึงการรักษาเพื่อใส่รากฟันเทียมเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับการให้บริการด้านรากฟันเทียม คนไข้สามารถเลือกคุณภาพตามความเหมาะสม โดยผ่านการประเมินแนะนำจากทันตแพทย์ผู้เชียวชาญ ซึ่งปัจจุบันกลุ่ม D มีรากเทียมคุณภาพสูงจากยุโรปที่นำเข้าโดยบริษัทเดนทัล วิชั่น จำกัด (ประเทศไทย) บริษัทในเครือ คือ แบรนด์ SIC จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และแบรนด์ P-I Branemark จากประเทศสวีเดน
อย่างไรก็ตามเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับคนไข้ กลุ่ม D ได้ออกสินค้าใหม่เป็นรากฟันเทียมแบรนด์ Warantec จากประเทศเกาหลี ที่ผ่านการนำเข้าโดยบริษัทในเครือ ซึ่งมีคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล ในราคาที่คุ้มค่า รวมพร้อมครอบฟันเริ่มต้นเพียง 27,000บาทต่อซี่
“ยอดขายรากเทียมมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันทุกกลุ่มอายุมีปัญหาสูญเสียฟัน คนไข้ต้องการให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น การใส่รากเทียมช่วยตอบโจทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มสังคมสูงวัยทั้งชาวไทยชาวต่างชาติมีความต้องการรักษาใส่รากเทียมเพิ่มสูงขึ้น และเพื่อให้คนไข้เข้าถึงรากเทียมง่ายขึ้นในราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้ กลุ่ม D ได้เพิ่มสินค้าใหม่เป็นรากเทียมนำเข้าจากเกาหลี ราคาพร้อมครอบฟันเริ่มต้นเพียง 27,000 บาท ” นายพรศักดิ์ กล่าว
นายพรศักดิ์ กล่าวอีกว่า รากฟันเทียมมีไว้เพื่อทดแทนฟันธรรมชาติ ที่เกิดจากการสูญเสียฟัน จะมีความแข็งแรง ใช้งานได้เหมือนฟันจริงตามธรรมชาติ การใส่รากเทียมต้องผ่านการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากทันตแพทย์เฉพาะทาง เพราะต้องมีการผ่าตัดเล็ก เพื่อฝังรากเทียมลงไปในกระดูก และสามารถอยู่ได้นาน 10 – 20 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ต้องอยู่กับการดูแล ทั้งการทำความสะอาด การใช้งาน และพบทันตแพทย์เป็นประจำ ข้อดีของการใส่รากฟันเทียม ช่วยให้สุขภาพในช่องปากดีขึ้น ช่วยรักษาเนื้อเยื่อของเหงือก จากโครงสร้างที่สมบูรณ์ของฟัน ทำให้สร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นจากการบดเคี้ยวอาหาร และยังช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ



