บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (JMART) เดินหน้ายกระดับองค์กรครั้งสำคัญ ประกาศเปิดตัว “J.AI Arena” ศูนย์กลางด้าน AI และพื้นที่พัฒนา AI Champion ระดับกลุ่มบริษัท
เพื่อเร่งขับเคลื่อน Ecosystem ธุรกิจค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี สู่การเป็น “AI-Driven Enterprise” อย่างเป็นรูปธรรม มุ่งยกระดับประสิทธิภาพองค์กร การใช้ข้อมูล และการสร้าง AI Use Case เชิงธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งกลุ่มในระยะยาว
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (JMART) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของ AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในองค์กร แต่กำลังเปลี่ยน “โครงสร้างการดำเนินธุรกิจ” และ “รูปแบบการแข่งขัน” ของโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI ที่สามารถทำงาน วิเคราะห์ และสนับสนุนการตัดสินใจได้ใกล้เคียงกับการเป็นผู้ช่วยเชิงกลยุทธ์ขององค์กร และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปี ภายใต้โครงการ JUMP+ ของบริษัท
J.AI Arena จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ทดลองเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ขององค์กรยุค AI ที่จะช่วยให้ทุกบริษัทในกลุ่มสามารถเรียนรู้ พัฒนา และต่อยอด AI Use Case ร่วมกันได้เร็วขึ้น ลดต้นทุนการเรียนรู้ซ้ำซ้อน และสร้าง Synergy ระหว่าง Ecosystem ของกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภายใน J.AI Arena จะเป็นพื้นที่รวมตัวของ AI Champion จากทุกบริษัทในกลุ่มเจมาร์ท ไม่ว่าจะเป็น บมจ. เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART), บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT), บมจ. ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER), บมจ. เอสจี แคปปิตอล (SGC), บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล (KBJ), บมจ. เจเอเอส แอสเซ็ท (J), บริษัท เจมาร์ท โมบาย (Jaymart Mobile) และ บริษัท เจ เวนเจอร์ส (J Ventures) เพื่อร่วมกันพัฒนา ทดลอง และต่อยอด AI Use Case ที่สามารถนำไปใช้งานจริงในแต่ละธุรกิจ ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า การบริหารความเสี่ยง และการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่

ด้าน นายเอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า โลกของ AI กำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในระดับที่องค์กรไม่สามารถเรียนรู้แบบแยกส่วนได้อีกต่อไป ยกตัวอย่างในช่วง 3 เดือนที่แล้ว ChatGPT ยังนำตลาด จากนั้น 3 เดือนถัดมา Claude ขึ้นมาเป็น Agent AI ที่เปลี่ยนวิธีการทำงานทั้งหมด ถ้าเราเรียนรู้คนเดียว บริษัทเดียว เราจะตามไม่ทัน แต่ถ้าเราเรียนรู้ “ด้วยกัน” ทั้งกลุ่ม เราจะนำตลาดไทยได้ การสร้างแพลตฟอร์มกลางอย่าง J.AI Arena จะช่วยให้ทั้งกลุ่มสามารถเร่งการพัฒนาองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนแนวทางการใช้งาน และผลักดัน AI ไปสู่การใช้งานจริงได้เร็วขึ้นในระดับองค์กร สำหรับ J.AI Arena จะทำหน้าที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
(1) Strategic Engine เป็นกลไกขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปีของโครงการ JUMP+ ในมิติ “AI-Driven Operational Excellence” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพองค์กรด้วย AI
(2) Innovation Hub เปลี่ยนผ่านจาก “องค์กรที่ใช้ AI” ไปสู่ “องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI” ผ่านการสร้าง AI Use Case ที่เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจจริง
(3) Talent Magnet สร้างและดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ของกลุ่มเจมาร์ท ให้พร้อมแข่งขันในยุค Agentic AI

ด้าน นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ได้แสดงตัวอย่างของการนำ AI มาสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงและสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม คือกรณีของ JMT Network Services ที่ได้นำ AI มาใช้ในการตรวจสอบและติดตามคุณภาพการโทรเพื่อติดตามหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Collection Quality Monitoring) โดยปัจจุบัน ระบบ AI สามารถวิเคราะห์บทสนทนาและตรวจสอบคุณภาพสายโทรออกได้มากกว่า 100,000 สายต่อวัน ครอบคลุมการตรวจสอบ 100% ของทุกสายการโทรออกทั้งหมด พร้อมประมวลผลและประเมินคุณภาพการสนทนาได้แบบรายชั่วโมง โดยใช้บุคลากรไม่เกิน 10 คนในการกำกับ ดูแล และตรวจสอบความถูกต้องของระบบ ขณะที่กระบวนการตรวจสอบแบบดั้งเดิม อาจต้องใช้ทรัพยากรบุคคลจำนวนมากหากต้องการตรวจสอบให้ครอบคลุมทุกสายการโทรออก กรณีศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงศักยภาพของ AI ในการยกระดับ Productivity ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็วในการควบคุมคุณภาพ และเสริมสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจาก “องค์กรที่ใช้ AI” ไปสู่องค์กรที่ “ขับเคลื่อนด้วย AI” อย่างแท้จริง ผ่านการนำเทคโนโลยีมาสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ในระดับปฏิบัติการจริง (Operational Impact at Scale)และสำหรับ นายดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (Jaymart Mobile) กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนาและนำร่อง AI Voicebot เพื่อขยายขีดความสามารถของทีมขายทางโทรศัพท์ (Telesales) โดย Voicebot ต้นแบบถูกออกแบบให้สามารถโทรออกหาลูกค้าและสนทนาจบกระบวนการได้ภายในสายเดียว ครอบคลุมตั้งแต่การทักทาย การยืนยันความสนใจ ไปจนถึงการส่งโปรโมชั่นโค้ดผ่าน SMS ผลทดสอบเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า ระบบมีศักยภาพในการเพิ่มจำนวน Outbound Call ได้ถึง 5 เท่า ขยายเวลาให้บริการลูกค้าได้เพิ่มกว่า 215 ชั่วโมงต่อเดือน โดยใช้ทีมงานเพียง 1 คนในการควบคุมและกำกับดูแลระบบ AI Voicebot ทั้งหมด ในขณะที่กระบวนการเดิมที่พึ่งพากำลังคนเต็มรูปแบบนั้น องค์กรอาจต้องลงทุนเพิ่มทั้งจำนวน Agent การฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายในการบริหารทีมอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ AI ในการ Empower ทีมงาน เพิ่ม Productivity ต่อหัวอย่างก้าวกระโดด ลดต้นทุนการดำเนินงาน และปลดล็อก Scalable Growth ของธุรกิจในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน บมจ. เจเอเอส แอสเซ็ท (J) ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้สร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน ผ่านการพัฒนา AI-Powered Receipt Reading เพื่อยกระดับ J Point Loyalty Program ภายใต้ JAS Community Mall โดยระบบ AI ถูกออกแบบให้ทำงานครบวงจรตั้งแต่การอ่านและสกัดข้อมูลใบเสร็จ (READ) การตรวจสอบความถูกต้องตามเงื่อนไข (VALIDATE) ไปจนถึงการคำนวณและมอบคะแนนสะสมให้สมาชิกแบบ Real-Time (REALTIME REWARD) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาประมวลผลธุรกรรมจากเดิมที่ใช้เวลา 3–5 วัน เหลือเพียงไม่กี่วินาที ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 ยอดใช้จ่ายของสมาชิก J Point ผ่าน Receipt Upload เติบโตขึ้นถึง 76% YoY และคาดว่าภายในสิ้นปี 2569 ยอดใช้จ่ายผ่าน AI Receipt Reading จะเติบโตอีก 30% YoY แตะระดับ 33.15 ล้านบาท พร้อมขับเคลื่อน Member Recovery ที่ JAS Community Mall เพิ่มขึ้น 76% YoY และต่อยอดสู่ B2B Platform Solution ที่สร้างฐานสมาชิกใหม่กว่า 20,000 รายต่อปี (+84% YoY) สะท้อนศักยภาพของ AI ในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่ม Engagement ลดต้นทุนการดำเนินงาน และปลดล็อก Scalable Growth ของธุรกิจ Community Mall ในระยะถัดไป
Use Case ดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านจาก “AI Adoption” ไปสู่ “AI at Scale” ซึ่งกลุ่มเจมาร์ทมุ่งหวังจะต่อยอดแนวทางนี้ไปยังธุรกิจอื่นภายใน Ecosystem ของกลุ่ม ทั้งในด้าน Customer Service, Risk Management, Sales Optimization และ Data-Driven Decision Making ในอนาคต
ทั้งนี้ กลุ่มเจมาร์ทได้วาง Roadmap การพัฒนาองค์กรสู่ AI-Driven Enterprise ตั้งแต่ระดับ Foundation, Adoption, Integration ไปจนถึง Full-Scale AI-Driven Enterprise ซึ่ง AI จะเข้ามามีบทบาททั้งในกระบวนการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และการยกระดับ Productivity ขององค์กรในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กลุ่มเจมาร์ทยังเดินหน้าพัฒนา AI ใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่
(1) AI Maturity Transformation การยกระดับทักษะบุคลากรด้าน AI
(2) Process Automation การนำ AI มาช่วยลดขั้นตอนการทำงานซ้ำ
(3) Operational Analytics การใช้ AI และข้อมูลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบ Real-time ตลอดจน
(4) Quality & Risk Control การนำ AI มาสนับสนุนการควบคุมคุณภาพ ตรวจจับความเสี่ยง และเสริมประสิทธิภาพด้านการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
“ก่อนหน้านี้ หลายบริษัทในกลุ่มได้เริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้จริงแล้ว โดยเฉพาะในธุรกิจบริหารหนี้ของ เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) ที่มีการนำระบบอ่านข้อมูลเอกสารอัตโนมัติ (OCR) และระบบ AI สำหรับตรวจสอบและควบคุมคุณภาพการดำเนินงาน มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามหนี้ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพการดำเนินงานในระยะยาว ในอนาคต AI จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยทำงาน แต่จะกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับ Ecosystem ของกลุ่มเจมาร์ท” นายอดิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย




