TATG ครึ่งแรกปี 69 รายได้ 1,190 ลบ. กำไร 41 ลบ. รักษามาร์จิ้นแกร่งเดินหน้า AI Automation รับโอกาส EV–HEV

บมจ. ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย (TATG) โชว์แกร่งครึ่งแรกปี 69 ทำกำไรสุทธิ 41.38 ล้านบาท รายได้รวม 1,189.65 ล้านบาท พร้อมรักษามาร์จิ้นแข็งแกร่ง แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ยังเผชิญความท้าทาย

เดินหน้ารับสัญญาณบวกจากตลาดในประเทศ หลังการผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศขยายตัว ผสานแรงหนุนจากมาตรการ EV 3.5, Local Content และทิศทาง EV–HEV ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ขณะที่ TATG เร่งยกระดับการผลิตสู่ AI Automation เพิ่มประสิทธิภาพ คุมต้นทุน เสริมขีดความสามารถการแข่งขันรองรับการเติบโตระยะยาว

ดร.พยุง ศักดาสาวิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ออโต ทูลส์ แอนด์ ดาย จำกัด (มหาชน) หรือ TATG เปิดเผยถึง ภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า บริษัทฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีรายได้รวม 1,189.65 ล้านบาท ลดลง 13.56% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 41.38 ล้านบาท ลดลงเพียง 2.73% ซึ่งเป็นอัตราการลดลงที่ต่ำกว่ารายได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้น

โดยอัตรากำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น 3.48% จาก 3.09% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฝ่ายบริหารสามารถควบคุมโครงสร้างต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนขายและบริการลดลง 181.48 ล้านบาท หรือ 14.70% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายลดลง 13.15% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในภาพรวมลดลงในสัดส่วนที่มากกว่ารายได้ที่ลดลง และช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ

สำหรับรายได้ที่ปรับตัวลดลง มีสาเหตุหลักจากการชะลอตัวของรายได้ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และธุรกิจออกแบบและผลิตเครื่องมือ จากคำสั่งซื้อในกลุ่มลูกค้ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถกระบะที่ชะลอตัว ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกและการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยียานยนต์ ประกอบกับกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังชะลอตัว

ขณะเดียวกัน TATG มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีหนี้สินรวม 973.25 ล้านบาท ลดลง 195.33 ล้านบาท หรือ 16.72% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทยอยชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน รวมถึงการลดลงของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 3.96% สู่ระดับ 1,161.46 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงจาก 1.05 เท่า เหลือเพียง 0.84 เท่า สะท้อนโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ภาระหนี้และความเสี่ยงทางการเงินที่ลดลง พร้อมเพิ่มความพร้อมในการรองรับโอกาสการเติบโตในระยะต่อไป

ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ตลาดส่งออกยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี แต่ยังมีสัญญาณบวกจากตลาดในประเทศ โดยการผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศช่วง 6 เดือนแรกขยายตัว 7.35% จากแรงสนับสนุนของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่กำหนดให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้า ประกอบกับความต้องการรถยนต์ไฮบริด (HEV) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตเร่งการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ ขณะที่มาตรการ Local Content ที่ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ยังช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานและสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สอดรับกับศักยภาพของ TATG ในการให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ทั้งการรักษาฐานลูกค้าหลักและขยายฐานลูกค้าใหม่ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป

สำหรับทิศทางธุรกิจในครึ่งปีหลัง TATG พร้อมเดินหน้าธุรกิจออกแบบและผลิตเครื่องมือสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ (Tooling) การผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แบบปั๊มขึ้นรูปโลหะ (Automotive Press Parts) และการชุบเคลือบสีผิวโลหะ โดยใช้เทคโนโลยีกลไกทางไฟฟ้า (EDP : Electro Deposition Painting) ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน รองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายในอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

               นอกจากนี้ TATG เดินหน้าประยุกต์ใช้ AI Automation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต และเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Excellence) ควบคู่กับการ Upskill และ Reskill บุคลากรสู่ AI Automation Specialist รวมถึงการใช้ Robotic Arm และซอฟต์แวร์จำลองและออกแบบแม่พิมพ์ 3D เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดการสูญเสียวัตถุดิบและระยะเวลาพัฒนาชิ้นส่วน สนับสนุนการรักษาอัตรากำไร (Margin Protection) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบในอนาคต

               ดร.พยุง กล่าวทิ้งท้ายว่า “การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย TATG จึงเตรียมความพร้อมทั้งด้านการผลิต บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมต่อยอดศักยภาพการให้บริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อน TATG สู่การเติบโตในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์โลหะและชิ้นส่วนยานยนต์ในระดับภูมิภาคและระดับสากลอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *