บมจ.บีพีเอส เทคโนโลยี หรือ BPS เดินหน้าต่อยอดธุรกิจ TF Electrical Infrastructure และ Kitting Box สู่ Smart Infrastructure ด้วยกลยุทธ์ Solution-based Selling เชื่อมสินค้า–เทคโนโลยี บริการดูแลบ้านและอาคารผ่าน BPSFiber Optic และ แอปพลิเคชัน Zyta
พร้อมห้องปฏิบัติการดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง พัฒนาธุรกิจ Solar Rooftop และ EV Charger รองรับปัจจัยหนุนด้านนโยบายพลังงานภาครัฐ ชู Backlog ประมาณ 30 ล้านบาท เตรียมขยายเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจพลังงาน พัฒนาธุรกิจ Retrofit และรายได้ SaaS ตามแผน JUMP+
นายสุรพงษ์ สาเรชพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีพีเอส เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ BPS เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ภายใต้ตราสินค้า “TF” (TF Electrical Infrastructure) ครอบคลุมท่อร้อยสายไฟฟ้า รางไฟฟ้า และอุปกรณ์ประกอบ พร้อมบริการจัดทำแบบจำลองสารสนเทศอาคาร (BIM) และบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคา (BOQ) รวมถึงนวัตกรรม “Kitting Box” สำหรับจัดชุดวัสดุตามความต้องการของหน้างาน และบริการตัดสายไฟ เพื่อสนับสนุนการวางแผนวัสดุและเพิ่มประสิทธิภาพงานก่อสร้าง
บริษัทนำความเชี่ยวชาญดังกล่าว มาต่อยอดสู่การวางระบบ Smart Infrastructure เพื่อรองรับระบบบริหารจัดการอาคาร หรือ Building Management System (BMS) โดยใช้ BPSFiber Optic และ แอปพลิเคชัน Zyta เชื่อมโยงอุปกรณ์ด้านพลังงานและระบบอาคาร อาทิ Smart Meter ระบบโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ระบบ CCTV, AI Box และระบบหมุนเวียนอากาศ ERV พร้อมห้องปฏิบัติการติดตามและดูแลระบบตลอด 24 ชั่วโมง
ด้านกลยุทธ์ Solution-based Selling ของ BPS เริ่มจากวัตถุประสงค์การใช้งานของลูกค้า นำมาเชื่อมกับงานออกแบบ การจัดหาอุปกรณ์ การติดตั้ง และการดูแลระบบเข้าด้วยกัน โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ช่าง ผู้รับเหมา ตัวแทนจำหน่าย ผู้รับเหมางานวิศวกรรม การจัดหาและก่อสร้าง (EPC) และโรงงานประกอบตู้ไฟฟ้า ภายใต้หลัก “Partner First” เพื่อส่งมอบโซลูชันที่เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า ไปพร้อมกับสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร
ปัจจุบันบริษัทได้มีการเพิ่มปริมาณการขายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภาคตะวันออกมากขึ้น โดยเห็นความต้องการอุปกรณ์และระบบโครงสร้างพื้นฐานจากการลงทุนของผู้ประกอบการต่างประเทศ ขณะที่การขายระบบ Solar Rooftop มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปัจจัยการสนับสนุนของนโยบายภาครัฐ โดยให้บริการติดตั้งแก่โครงการในเครือLPN และ ลูกบ้านในโครงการอรสิริน ครอบคลุมลูกค้าทั้งระดับโครงการและผู้พักอาศัย นอกจากนี้ บริษัทยังมีงานระบบ Smart Meter สำหรับคอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์ โดยได้รับงานโครงการในเครือพฤกษา มูลค่าโครงการ 10 ล้านบาท
ขณะที่ EV Charger พัฒนารูปแบบการลงทุนและให้บริการในลักษณะ Revenue Sharing เพื่อขยายจากการจำหน่ายอุปกรณ์ไปสู่การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยบริษัทได้เปิดตัวแทนโรงตู้ไฟฟ้าและ EPC ในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว และมีแผนขยายเครือข่าย Dealer, EPC และโรงงานประกอบตู้ไฟฟ้าเพิ่มเติมในปี 2570 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานและเพิ่มความพร้อมในการให้บริการผ่านพันธมิตรในพื้นที่ ซึ่งธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และสามารถขยายโซลูชัน EV ร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของบริษัทที่มาจากธุรกิจ TF Electrical Infrastructure และ Kitting Box มีสัดส่วน 80% และกลุ่มธุรกิจ Smart Infrastructure มีสัดส่วน 20% โดยมีงานในมือ (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาทสำหรับดำเนินงานภายในปี 2569 ครอบคลุมงานระบบไฟฟ้า และ Kitting Box ระบบสื่อสาร ความปลอดภัย และพลังงาน
สำหรับแผนพัฒนารายได้จากการปรับปรุงบ้านเดิม (Retrofit) โดยเน้น Solar, CCTV, ERV เครื่องกรองน้ำ และโซลูชันดูแลสุขภาพ เชื่อมโยงผ่านแอปพลิเคชัน Zyta พร้อมพัฒนาแนวทางสินเชื่อพิเศษร่วมกับธนาคาร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าเข้าถึงโซลูชันดังกล่าว ควบคู่กับการต่อยอด AI Box สู่บริการซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) ตามแผน JUMP+ เพื่อสร้างโอกาสรายได้ต่อเนื่องจากบริการติดตาม วิเคราะห์ และดูแลระบบ
“บริษัทมุ่งเชื่อมความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเข้ากับเทคโนโลยีและบริการ โดยดูแลตั้งแต่ช่วงออกแบบและก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้งานจริงที่ได้มาตรฐาน พร้อมสร้างการเติบโตร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจสอดคล้องกับแนวคิด “ConNext for Life” เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้า และพร้อมสนับสนุนการเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน” นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม




